จับแยกคู่ จึงรู้ว่ารัก บทที่ 5
posted on 25 Dec 2010 07:36 by ratiikaanภัสรายกมือปาดน้ำหวานเย็นจัดออกจากเรือนผม ความรู้สึกเหนียวหนับชวนให้แขยงไม่น้อย แต่ก็ไม่เท่าความร้อนแรงที่แผ่ออกมาจากสาวน้อยตรงหน้า
ผู้หญิงแบบนี้ละมังที่เขาว่าเหมือนตุ๊กตา แม้ทำหน้าบูดบึ้งก็ยังดูน่ารัก ตัวสูงชะลูดยิ่งสูงไปอีกด้วยส้นตึกสีจัดจ้า ร่างบางจ๋อยอยู่ในเสื้อสายเดี่ยวติดโบติดระบายรุงรังตามสมัยนิยม ท่อนล่างมีกางเกงครึ่งเข่าอวดน่องขาวนวล ดูแล้วบอบบางเหมือนนางกวางน้อย ติดแต่นัยน์ตาถมึงทึงดูราวกับจะขย้ำหล่อนเข้าไปเป็นอาหารมื้อนี้ มือข้างที่ไม่ได้ถือมือถือรุ่นล่าสุดของสุริยะยังมีแก้วใสอ่อนช้อยชี้หน้าหล่อนอยู่ แต่สั่นระริกด้วยความโมโห
มือของภัสรากำมือถือแน่น... คนนี้เอง ตัวปัญหาของสุริยะ...
หญิงสาวพอจะจำได้อยู่หรอก สาวน้อยวัยรุ่นท่าทางเบื่อหน่ายที่พ่อแม่จ้างสุริยะให้ไปกันหนุ่มมาจีบ คราวก่อนเห็นที่งานเลี้ยงยังไม่ได้สังเกตกันให้ถนัด ไม่คิดว่าจะมีฤทธิ์ขนาดนี้
ถ้าหน้าไม่เริ่มเหนียวจากน้ำหวาน ชุดหล่อนไม่เยิน ภัสราคงหัวเราะกิ๊ก งานนี้พ่อเสือหนุ่มคงได้เคี้ยวเสือร้องไห้ หากจำไม่ผิด ผู้หญิงตรงหน้ามีทั้งเงินและอำนาจผ่านทางบิดา สุริยะคงจะดิ้นหลุดยากเป็นแน่ แต่ขณะนี้เป็นเวลางานของหล่อน หญิงสาวต้องพยายามหาทางปัดสิ่งรบกวนให้พ้นๆ ทางไปเสียก่อน
“ดิฉันเป็นเพื่อนร่วมงานของคุณสุริยะ ไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับเขาค่ะ” ภัสรายืดไหล่ สบตาผู้หญิงตรงหน้า หมายใช้ความมั่นคงตรงไปตรงมาบอกสาวน้อยรุ่นน้องให้แจ้งชัด จึงต้องแสดงความเป็นผู้ใหญ่ใจเย็น ดีกว่าแลกด้วยอารมณ์หรือแสดงตนว่าด้อยกว่าอีกฝ่าย
...แต่ภัสราประเมินพลาด สาวน้อยหน้าหล่อนคงผ่านการตามใจมามากกว่าที่หล่อนคาดไว้ ฝ่ายตรงข้ามอึ้งไปอึกใจหนึ่ง... อึดใจเดียว... แล้วก็เปลี่ยนท่าทีเป็นกอดอก ยืดไหล่ค้ำร่างหล่อน ก่อนจิกสายตาราวกับกำลังมองมดแมลงตัวหนึ่ง “อ้อ... ” น้ำเสียงจิกกัด เหน็บแนม ราวกับเป็นนางเอกละครผู้ถูกทำร้ายและไม่มีทางตอบโต้เป็นอย่างอื่น หางเสียงสั่นพลิ้วด้วยแรงอารมณ์ “มาแนวเย็นๆ ทำหยิ่งๆ นึกเหรอว่าคนอย่างฉันจะเกรงใจ”
สาวน้อยว่าต่อ เสียงดังกังวานอย่างคนมีอำนาจ “เธอนึกใช่ไหมว่า คนอย่างอภิรดี บรมโภคทรัพย์จะต้องเกรงใจใคร!!”
ตอนนี้แทบทั้งภัตตาคารหันมามองกันหมด แรกตอนภัสราก้าวเข้ามา ความงามก็สะกดสายตาอยู่แล้ว เมื่อผู้หญิงสวยอีกคนเข้ามา ก็ยิ่งมีคนเหล่มาบ่อยขึ้น พออภิรดีสาดน้ำหวานใส่ภัสรา คนยิ่งสนใจ แล้วเมื่อประกาศนามสกุลนักธุรกิจที่มีชื่ออยู่กลางหนังสือพิมพ์แทบจะวันเว้นวัน ตอนนี้เรียกว่า ไม่มีใครในห้องอาหารที่แล้วที่ไม่มองหล่อนกับอภิรดี
เมื่อภัสราบอกตัวเองว่าไม่มีอะไรจะแย่ไปกว่านี้ได้อีกแล้ว หล่อนก็เห็นร่างสูงเพรียวของสุริยะเดินเบียดเสียดฝูงชนเข้ามากลางวง
“น้องแคนดี้ ทำไมทำอย่างนี้ครับ” มือเรียวคว้ามือสาวน้อย รั้งไว้ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นแล้ว ภัสราอยากปิดตาภาวนา ขออย่าให้สุริยะพูดคำนั้น... อย่าพูดออกมาจะเป็นการดีที่สุด ก็พอดีได้ยินเสียงทุ้มๆ ถามออกมาอย่างห่วงใยพอดี
“ภัสครับ พี่ขอโทษ เป็นอะไรรึเปล่า”
สำหรับภัสราในสถานการณ์นี้... มันร้ายกว่าคำด่าเสียอีก เพราะมันทำหน้าที่เป็นนกหวีดปล่อยตัวนักกีฬา ทำให้อภิรดีที่เริ่มจะหมดแรงกับการตะโกนฮึดขึ้นมา แล้วก็กรี๊ดออกมาอีกคำรบ
“รู้จักกันจริงๆ ด้วย รักกันเข้าไปสิ ห่วงกันเข้าไป คอยดูนะ แม่จะข่วนไม่ให้เลี้ยงเลย”
ว่าแล้วหล่อนก็สะบัดผลักชายหนุ่มเซไปทางหนึ่ง เล็บคมๆ สีสดกางร่อน หมายใบหน้าภัสราเต็มที่
ภัสรายืนนิ่ง หล่อนรู้วิธีป้องกันตัวอยู่บ้าง แต่เบื้องหน้าคือลูกสาวคนดัง หากจัดการไม่ถูกวิธี งานนี้หญิงสาวมีสิทธิเป็นข่าวหน้าหนึ่งได้ง่ายๆ แต่หากยืนนิ่งเป็นเสาฝนเล็บให้อีกฝ่าย ก็ออกจะเป็นทางเลือกที่ไม่ฉลาดสักเท่าไหร่
แล้วเสี้ยววินาทีนั้นเอง หล่อนก็รู้สึกถึงแรงฉุดมหาศาลที่แขนข้างหนึ่ง ก่อนจะเซถลาไปปะทะเสารึกำแพงอะไรสักอย่าง กำแพงที่กว้าง อุ่น และมั่นคง...มันมีสีดำสนิทที่คุ้นๆ ตาอย่างบอกไม่ถูก หญิงสาวเอามือโอบสิ่งนั้นไว้เป็นหลักทันทีเพื่อทรงตัวให้ไม่ทรุดลงไปตามแรงฉุด
หันหน้าไปทางอภิรดี หล่อนก็พบว่าสุริยะคว้าข้อมือหญิงสาวไว้สองข้างได้สำเร็จ บีบหล่อนให้เผชิญหน้ากับเขา ก่อนบอก “น้องแคนดี้ น้องแคนดี้ต้องใจเย็นๆ นะครับ เห็นไหมคนมองใหญ่แล้ว เดี๋ยวคุณพ่อว่าเอานะ”
“ช่างป๊าสิ ช่างคนพวกนี้ด้วย แคร์ทำไม ปล่อยแคนดี้นะ” หญิงสาวยังดิ้นเร่าๆ พยายามให้หลุดจากการเกาะกุมของชายหนุ่ม หากไม่สำเร็จ สุริยะค่อยๆ กึ่งจูงกึ่งลากหญิงสาวที่ยังดิ้นรนออกจากห้องอาหาร จนกระทั่งต้องเปิดประตูนั่นแหละ ที่อภิรดีถือโอกาสสะบัดตัวจนหลุดแล้วตบหน้าหล่อเหลาดังฉาดใหญ่ ก่อนจะหมุนตัวก้าวยาวๆ ออกไปโดยไม่เหลียวหลังมาอีก ร้อนถึงสุริยะต้องวิ่งตาม ปากก็ร้องเรียกชื่อหญิงสาว
ภัสรามองนาฏกรรมชีวิตของเพื่อนร่วมงานร่วมกับผู้ชมอีกหลายสิบด้วยความรู้สึกออกจะตื่นใจปนอ่อนใจ หากเมื่อไทยมุงกลับไปสนใจธุระของตัวเองไม่ทันไร หล่อนก็รู้สึกว่าหลักที่หล่อนใช้พิงอยู่นั้นขยับได้
“ชีวิตส่วนตัวของคุณนี่น่าสนใจดีพิลึกนะ คุณภัสรา” นอกจากขยับนิดๆ แล้วยังพูดได้ และพูดได้ด้วยน้ำเสียงแดกดันระคายหูเป็นที่สุด หญิงสาวผงะก้าวถอยหลังทันทีด้วยความตกใจ และเกือบเสียหลักถ้าไม่มีมือใหญ่มารั้งเอวไว้ ดึงให้หล่อนกลับมาซบอยู่ ณ ตำแหน่งเดิม... ตำแหน่งที่ภัสรารู้ในที่สุด ว่าเป็นแผ่นอกของผู้ชาย
ผู้ชายที่เป็นศัตรูตัวฉกาจของหล่อน อาคม ประลัยดัสกร
“ปล่อยดิฉัน” ภัสราพูดเสียงเรียบ เย็น หากไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาวาวจ้าของชายหนุ่ม
“คุณก็ปล่อยผมก่อนสิ ผมหายใจแทบจะไม่ออกแล้วนะ เห็นตัวนิดเดียวนี่หนักน่าดูเลยนะคุณ” น้ำเสียงมีแววเย้า ราวกับเสือหนุ่มที่ชอบเล่นกับเหยื่อก่อนกินเป็นอาหาร แต่ก็ยังทำให้หญิงสาวอดมองอย่างเคืองๆ ไม่ได้ ผู้ชายปากดีคนนี้หาว่าหล่อนตัวหนัก
แล้วหญิงสาวก็รู้ตัวว่า จริงอย่างที่อาคมบอก เพราะหล่อนทิ้งน้ำหนักตัวแทบทั้งหมดลงไปที่เขา แถมแขนยังรัดรอบตัวชายหนุ่มเสียแน่นทีเดียว เมื่อรู้ตัว ภัสราก็ใบหน้าร้อนวาบ รีบก้าวถอยออกมายืนห่างจากชายหนุ่มไปพอควร หญิงสาวไม่แน่ใจว่าแววตาเสียดายวูบหนึ่งของเขานั้น เป็นการแสดงล้อเล่นหรือออกมาจากความรู้สึกแท้ๆ
วันนี้เขาก็ใส่สีดำ ภัสรามองสำรวจโดยอัตโนมัติ คนละชุดกับคราวที่แล้วและลำลองกว่า ปกเสื้อเล่นลวดลายแปลกตา ปลดกระดุมเม็ดหนึ่งเห็นจี้สีเงินแวบออกมายามที่เขาเปลี่ยนท่าทางเป็นกอดอก มองหล่อนอย่างพิจารณาไม่แพ้กัน
“ทำไมนะ คนอื่นได้เจอคุณตอนที่สวยๆ แต่ผมต้องได้เห็นคุณตอนที่เสื้อผ้าของคุณพังแล้วทุกทีสิน่า”
นัยน์ตาสีเข้มจุดประกายสว่างวาบ “รึว่าเพราะเป็นชะตากรรมที่ผมต้องช่วยคุณถอดก็ไม่รู้สิคนสวย”
หญิงสาวถอนใจ หมดอารมณ์จะโต้เถียงกับชายหนุ่มให้มากความ “ขอบคุณคุณอาคมนะคะที่ช่วยดิฉันไว้” ไม่อย่างนั้นภัสราก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรต่อเหมือนกัน
ชายหนุ่มหยุดนิดหนึ่ง แล้วโพล่งว่า “นายเขตปลีกตัวไม่ได้ เลยให้ผมลงมาแลกชุดแทน ผมเห็นคุณกำลังเล่นละครชีวิตอยู่ เลยเอาฝากไว้ให้ยายเจี๊ยบที่โต๊ะหน้าจัดการ”
ได้ยินดังนั้นภัสราก็ได้แต่ลอบถอนใจ ...แคล้วคลาดกันอีกแล้วสิน่า
“แต่ก็นั่นละ เนื่องจากนายเขตเขาเป็นสุภาพบุรุษ กลัวคุณกินข้าวคนเดียวจะเหงา เลยขอให้ผมอยู่กินข้าวเป็นเพื่อนคุณด้วย ยังมีอารมณ์กินที่นี่อยู่ไหมละคุณ”
หน้าหล่อนยังเหนียวด้วยน้ำหวานเป็นแถบ ชุดก็เป็นเป็นดวงๆ แถมฝูงคนยังมองมาแล้วหันกลับไปซุบซิบกันเป็นพักๆ หากหล่อนจะทนกินข้าวที่นี่คงจะอร่อยไม่ลง ต่อให้มีอาหารทิพย์มาวางล่ออยู่ตรงหน้า หรือฉากในร้านจะจัดสวยยังไงก็ตามที
“คงไม่ไหวล่ะค่ะ ภัส... ดิฉันขอตัวดีกว่า”
ภัสราจะเลี่ยงตัวหลบ แต่อาเขตก็ยังก้าวเข้ามาขวางไว้ยิ้มๆ “ไม่ได้สิครับ นายเขตสัญญาไว้ว่าจะเลี้ยงคุณ ถ้าผมทำเขาผิดสัญญาก็แย่ เสียภาพลักษณ์ผู้บริหารหมด เดี๋ยวผมเลี้ยงละกัน” ว่าแล้วชายหนุ่มก็ก้าวยาวๆ ไปที่โต๊ะต้อนรับ ปากส่งเสียงเรียกพนักงาน โทนเสียงเจื้อยแจ้วทีเดียว “เจี๊ยบ เจี๊ยบเอ๊ย”
พนักงานหน้าตาน่ารักคนที่ต้อนรับหล่อนหันมายิ้มหวาน ท่าทางเป็นกันเองมากกว่าตอนที่ต้อนรับหล่อน ดูมีชีวิตชีวามากกว่าเป็นไหนๆ “ขา... พี่คม” น้ำเสียงของหล่อนหวานเจี๊ยบจนดูเหมือนการล้อเลียน
“ขา...พี่ทำไมเหรอ หรือว่าเมื่อเช้าพี่ลืมแว็กซ์ขนหน้าแข้งฮึเจี๊ยบ” อาคมพูดหน้าจริงจัง มือไม้ปัดแถวชายกางเกงไปมา ราวกับจะหาว่ามีขนหน้าแข้งแลบออกมาให้เห็นจริงรึเปล่า เรียกเสียงหัวเราะกิ๊กใหญ่ให้พนักงานสาวสองสามคนที่ทำงานอยู่บริเวณนั้น
... อ้อ... เนื้อหอม
ภัสราเองก็ไม่แน่ใจว่าทำไมหล่อนต้องนึกหมั่นไส้ขึ้นมาครามครัน ถ้าผู้ชายคนนี้จะมีฮาเร็มเป็นโรงแรมอีกสามสิบแปดแห่งทั่วฟ้าเมืองอมรก็ไม่ใช่เรื่องของหล่อน หญิงสาวใคร่ครวญกลับไปกลับมาอย่างรวดเร็วแล้วตัดสินใจว่า คงเป็นเพราะหล่อนรำคาญที่ผิดแผน ทำให้มองอะไรขวางหูขวางตาไปหมด
แล้วภัสราก็นึกได้ ในงานเลี้ยงเมื่อคืนก่อน ทำไมอาคมไม่เห็นมีชีวิตชีวา ช่างเย้าช่างกวนเหมือนวันนี้เลยนะ
นึกอะไรเรื่อยเปื่อย เมื่อรู้ตัว ถุงกระดาษอย่างดีก็มาแกว่งอยู่ตรงหน้า “เชิญครับ ส่วนชุดของทางโรงแรมน่ะ เดี๋ยวผมให้ลูกน้องไปเก็บจากจุดเกิดเหตุดีกว่า คุณคงไม่อยากกลับไปตรงนั้นกระมัง”
แต่เวลากลับมามองหล่อน... ก็ดูกวนเหมือนกัน แต่เป็นกวนโมโหมากกว่าอย่างอื่น ฟังเสียงหนักๆ ดุๆ กับดูแววตาถือดีของเขาแล้ว หญิงสาวอยากกระตุกถุงกระดาษใบนั้นแล้วเดินสะบัดออกไปลานจอดรถจริงๆ แต่ก็นึกว่า อย่างไรคนคนนี้ก็เป็นผู้พี่ของ”เป้าหมาย” แม้จะเริ่มต้นกันได้พิสดาร แต่หากลองเปลี่ยนท่าทีดูก็คงไม่เป็นไร หญิงสาวจึงรับถุงมาเงียบๆ
“ห้างสรรพสินค้าฝั่งตรงข้ามมีอาหารอร่อยดีครับ อย่าเสียเวลาเลย” ชายหนุ่มไม่ได้ชวน ไม่ได้ถาม หากเขาพูดคล้ายสั่งกลายๆ ปลายนิ้วแตะเอวหล่อนออกเดินอย่างสุภาพบุรุษ แต่สัมผัสจากปลายนิ้วนิดเดียวนั้นร้อนผ่าวอย่างน่าประหลาดใจ
เอาเถิด ครั้งนี้ถือว่าหล่อนยอมลงให้... ภัสรานึกในใจ ก่อนจะยอมเดินนำร่างสูงใหญ่นั้นไปยังลานจอดรถ
ร้านอาหารในศูนย์การค้าที่อาคมกล่าวถึงนั้น เป็นเพียงศูนย์อาหารขนาดใหญ่ พนักงานเล็กๆ น้อยๆ จากหลายบริษัทเดินกันวุ่นวาย มีพนักงานจากโรงแรมของชายหนุ่มปะปนอยู่ด้วย ต่างก็กินอาหารจานด่วนกันอย่างอร่อย ที่ซุ้มคูปองมีคนแน่นเต็มเนื่องจากเป็นช่วงพักกลางวัน
หญิงสาวมองอาคมอย่างไม่แน่ใจ เขาบอกว่าจะพามาร้านอาหารก็จริง แต่หญิงสาวคาดไม่ถึงว่า หลังจากเช็ดหน้า ถอดเสื้อคลุมสกปรกออกแล้ว เขาจะพามาเลี้ยงเพียงศูนย์อาหาร อุตส่าห์ใหญ่โตนามสกุลดังทั้งที กลับพามาแค่นี้
“ข้าวยำที่นี่อร่อยมาก ให้เยอะ ดีต่อสุขภาพด้วย ผมว่าผู้หญิงรักสวยรักงามอย่างคุณคงชอบมากกว่าร้านอื่นๆ รึว่าคุณจะเปลี่ยนใจ” เขาตอบหล่อนยิ้มๆ แต่แววตาประเมิน ...หนอย คงคิดว่าหล่อนจะสะบัดหน้าเดินจากไปล่ะสิ คนอย่างภัสราไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรอกนะ
“พามาที่ไหนก็ต้องกินที่นั่นสิคะ” หญิงสาวตอบ อ่อนหวาน “คนเลี้ยงมีปัญญาเลี้ยงเท่าไหร่ก็เท่านั้น คนกินฟรีอย่างดีฉันคงไม่มีสิทธิบ่น”
ปฎิกริยาจากร่างสูงคือเสียงหัวเราะหึหึ “ก็มีปัญญาเลี้ยงเท่านี้แหละ” ว่าแล้วเขาก็เดินนำหล่อนไปท่ามกลางผู้คนขวักไขว่
“พี่โค้มมม พี่คม” เสียงแจ๋วๆ ของเด็กหนุ่มดังไม่เบา ร่างในชุดดำจึงยกมือทักแล้วก้าวยาวๆ ไปหาจังหวะที่เขากับเพื่อนๆ ยกมือไหว้ “หวัดดีค้าบพี่คม โหนานปีทีหนไม่เห็นมากินที่นี่เลยพี่ ปกติเห็นไปกินส้มตำที่...” เด็กหนุ่มหน้าใสพูดจาเรื่อยเจื้อยหยุดเสียงลงเมื่อมองเห็นภัสราเดินมายืนเยื้องกับชายหนุ่ม พอเขาสบตาหล่อนก็กลืนน้ำลายติดๆ กันก่อนเสยกน้ำหวานมาดูด แล้วก็สำลักยกใหญ่ หน้าแดงก่ำทีเดียว
อาคมเดินมาตบหลังเด็กหนุ่มสองสามอั้กเบาๆ “เห็นหน้าสาวแล้วสะอึกเชียวไอ้ไก่เอ้ย ไก่อ่อนจริงๆ” ชายหนุ่มว่า “นี่พวกเด็กฝึกงานที่โรงแรม ไอ้ไก่ ไอ้อู๊ด ไอ้ปลา น้องกุ้ง ถ้าคุณชื่อกั้งคงร่วมคณะบุฟเฟ่ต์ไปได้” ว่าแล้วชายหนุ่มก็กลับไปพูดกับน้องๆ “นี่คุณภัส” ว่าแล้วเขาก็เลื่อนเก้าอี้ที่ใกล้ตัวหล่อนที่สุดเป็นเชิงเชิญให้นั่ง ก่อนจะผละไปต่อแถวที่ซุ้มขายคูปองเสียเฉยๆ
หญิงสาวนั่งลง ไม่รู้จะทักทายยังไงกับนักศึกษาฝึกงานกลุ่มนี้ได้ถูก
“พี่ๆ เป็นแฟนพี่คมเหรอ” น้องผู้หญิงท่าทางอัธยาศัยดีรองลงมาจากหนุ่มไก่พูดขึ้น ส่งยิ้มให้หล่อนอย่างเป็นมิตร “ดีเนอะ พี่คมเนี่ย เท่จะตายไป ถ้าหนูไม่มีแฟนแล้วนะ พี่คมเสร็จหนูแน่”
ภัสรารู้สึกว่าความร้อนฉีดขึ้นใต้ผิวหน้า หญิงสาวยิ้มแล้วปฏิเสธ “น้องเข้าใจผิดแล้วค่ะ พี่ไม่ได้เป็นแฟนพี่คม” ไม่ได้เป็น ไม่อยากเป็น ไม่มีวันเป็นแฟนผู้ชายตัวโตตาดุท่าทางกร่างแถมขี้งกขี้เหนียวคนนั้น
น้องสองสามคนทำเสียงแกล้งโล่งอกโล่งใจ แล้วก็ชวนหล่อนคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้สนุกสนาน
ไม่นานอาคมก็เดินกลับมา ไม่ได้นำคูปองมาแต่ยังเอาอาหารและน้ำใส่ถาดมาวางไว้ที่โต๊ะตรงหน้าหล่อนเรียบร้อย ภัสราเหลือบตาดูก็เห็นข้าวยำสีคล้ำกลิ่นหอม มีผักและเครื่องหั่นเป็นชิ้นพอดีคำวางเรียงไว้เป็นระเบียบเรียบร้อยข้างๆ และน้ำบูดูสีเข้มใส่ถ้วยแยกต่างหากมา และโดยไม่พูด ไม่ถาม เขาก็ชามหยิบก๋วยเตี๋ยวหมูใส่พริกแดงแจ๋มานั่งตรงข้าม กินไปหยอกเย้าเฮฮากับรุ่นน้องไปอย่างสนุกสนาน
หญิงสาวลองชิมดู ข้าวยำอร่อยสมคำโฆษณา ตัวชายหนุ่มเองก็ดูลดวัยลงไปคุยเล่นหัวเฮฮากับเด็กฝึกงานได้อย่างกลมกลืน ทำให้บรรยากาศน่าผ่อนคลายแทบลืมเรื่องปวดหัวในร้านอาหารหรูหราของโรงแรมไปสิ้น
จนกระทั่งใกล้บ่ายโมงนั่นละ ที่วงสนทนาจะแยกย้ายกันไป อาคมแวะมาส่งหล่อนที่รถ หลังจากไม่ลืมยื่นลูกอมสมุนไพรลูกจิ๋วให้หล่อนหลังมื้ออาหาร “นี่ครับ” มือใหญ่กางไว้เฉยๆ เผยก้อนลูกอมสีน้ำตาลใสเหมือนอำพัน “เอาไว้กำจัดกลิ่นน้ำบูดู”
ภัสราเอ่ยขอบคุณ แล้วก็จรดปลายนิ้วลงบนฝ่ามือเรียบตึงของเขาเพื่อหยิบยาอมนั้น สัมผัสความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแล้วหญิงสาวก็อดนึกไม่ได้ว่า ถ้าหย่อนเหรียญลงไปบนฝ่ามือนี้ มันคงกระเด้งขึ้นมาเหมือนหย่อนเหรียญลงบนผ้าปูเตียงปูใหม่ๆ เป็นแน่แท้
... บ้าจริง แค่สัมผัสฝ่ามือของเขา หล่อนก็นึกถึงเตียงไปได้ยังไงกัน
“ผมไม่รู้ว่าคุณทำอาชีพอะไร แต่ถ้าต้องไปพบลูกค้า เป้าหมาย เจ้านาย หรือเพื่อนร่วมงานด้วยลมหายใจน้ำบูดูละก็ คุณเอ๊ย... ร้อยทั้งร้อยเผ่นป่าราบ”
จากที่สดชื่นและผ่อนคลายจากอาหารมื้ออร่อย ความหงุดหงิดก็เริ่มแผ่ออกมาจากมวนท้องของหล่อนเมื่อนึกถึง “เป้าหมาย” ที่ดูท่าจะ “เผ่นป่าราบ” ไปได้ง่ายๆ เพราะเหตุการณ์ที่ผู้ชายคนนี้มีส่วนเกี่ยวข้อง ภัสราอดไม่ได้ที่จะเบ้ริมฝีปากขึ้นนิดหนึ่ง แล้วตวัดสายตามองอาคมอย่างหาความ
“แหม ขอบคุณค่ะ กลิ่นอาหารถูกๆ นี่มันอันตรายจริงๆ”
“อันที่จริงผมก็ไม่ได้ห่วงเรื่องงานคุณหรอกครับคุณภัสรา เพราะสเน่ห์คุณก็แรงพอตัว” เขาพูดยิ้มๆ หากน้ำเสียงกลับห่างเหินนิดๆ ราวกับชายหนุ่มเสียงดังช่างเย้านั้นหลบไปอยู่ที่ไหนสักแห่งในความมืดดำของร่างกาย ชั่วขณะหนึ่ง ภัสรารู้สึกใจหาย
“แต่เดี๋ยวใครคนต่อไปที่จูบคุณ เขาจะรับไม่ได้ที่คุณไปกินของถูกมานะสิ” ปิดท้ายประโยคตามเคย ด้วยเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ ที่เชือดเฉือนความรู้สึกกันเป็นที่สุด
ภัสรามองสบตาเขา ยิ้มอย่างอ่อนหวานที่สุดเท่าที่จะทำได้ หญิงสาวเหยียดมือออก ปล่อยให้ลูกอมสีอำพันกลิ้งเกลือกลงบนพื้นถนนขรุขระ แล้วจึงตวัดหมุนตัวกลับไปที่รถ ขับออกไปอย่างกระแทกกระทั้น
edit @ 25 Dec 2010 07:37:44 by Ratiikaan